วิธีการเลือกซื้อ น้ำมันหยอดโซ่

          น้ำมันหยอดโซ่ หลายๆคนยังไม่คุ้นชินกับมันนักสำหรับคำๆนี้ และบางคนมักจะมองว่าไม่สำคัญหรอก แต่สำหรับถ้าคนรักรถหรือใช้รถเป็นเขาจะรู้ดี

– บางคนนั้นซื้อรถมาไม่เคยหยอด น้ำมันหยอดโซ่เลย
– บางคนหยอดครั้งเดียวตลอดการใช้งาน
– บางคนหยอดตอนรถใกล้จะพัง อะไหล่สึกหรอไปหมดแล้วถึงจะได้หยอดน้ำมันหยอดโซ่

ในวันนี้และบทความนี้จะพามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับน้ำมันหยอดโซ่ จะได้ไม่ต้อง งง ว่าจะเอายังไงกับมันดี จะใช้งานกันอย่างไร ซึ่งปัจจุบันชนิดของน้ำยาหรือน้ำมันหยอดโซ่นี้ที่วางขายกันมักจะเป็นรูปแบบของวัตถุดิบที่ใช้ผลิตออกเป็นสองประเภทคือ

แบบ เทฟล่อน หรือบางทีก็จะเขียนว่า PTFE หรือ Polytetrafluoroethylene นั้นเอง บางทีมันก็เรียกยาก แต่เรียกมันว่า เทฟล่อน แบบเดิมดีกว่า น้ำมันชนิดนี้เป็นน้ำมันที่ได้รับความนิยมค่อนข้างสูงเพราะเนื่องจากมีความลื่นมาก และมีการยึดติดค่อนข้างนาน สามารถล้างออกได้นั้นเอง สามารถนำไปดัดแปลงใส่ส่วนผสมอื่นช่วย แต่ข้อเสียของน้ำมันหยอดโซ่ชนิดนี้เมื่อเทียบกับน้ำมันรูปแบบอื่นคือมันจะเกาะฝุ่นได้ง่ายแม้จะเป็นน้ำมันแบบ เปียกหรือ แห้ง ก็ตาม

แบบ Wax เป็นน้ำมันที่คุณสมบัติลักษณะคล้ายๆกับ เทฟล่อนตรงที่สามารถใส่ส่วนผสมอื่นเพิ่มได้ นำมันหยอดโซ่ชนิดนี้จะอมฝุ่นน้อยกว่าแบบ เทฟล่อนนั้นเอง แต่ความลื่นจะได้น้อยกว่าแบบเทฟล่อนเช่นกัน ความคงทนก็น้อยกว่าแบบเทฟล่อน ต้องคอยหมั่นหยอดน้ำมันหยอดโซ่ตลอด หากเทียบอัตราการปกป้องการสึกหรอ ตัวน้ำมันแบบ Wax จะสู้แบบเทฟล่อน ไม่ได้ ปกป้องการกัดกร่อนก็น้อยกว่านั้นเอง สังเกตง่ายๆหากฟังเสียงโซ่เวลาใส่น้ำมัน สองแบบนี้จะแตกต่างกัน เสียงโซ่เวลาหมุนจะฟังเสียงความเงียบได้ชัดเจนนั้นเอง และโดยปกติแล้วในท้องตลาดเราๆจะแบ่งน้ำมันหยอดโซ่ออกเป็น

  • น้ำมันแบบ Dry Lube
  • น้ำมันแบบ Wet Lube
  • น้ำมันแบบ ได้ทั้ง Wet และ Dry

การเลือกการใช้งานนั้นก็ดูสภาวะการใช้งานของเราเป็นหลัก ถ้าเราขี่ไม่ได้ลุยน้ำ ลุยฝนอะไรมาก น้ำมันแบบ Dry Lube น่าจะดีกว่า เพราะชื่อมันก็บอกแล้วว่า Dry คือเวลาที่หยอดน้ำมันไปแล้ว มันจะสร้างฟิล์มบางๆคลุมโซ่เราไว้อีกที จะไม่ค่อยแฉะๆ ซึ่งจะเหมาะกับรถพวกเสือภูเขา ที่ลุยฝุ่น ลุยทราย จะไม่ค่อยมีฝุ่นมาเกาะมากนัก ข้อด้อยของน้ำมันประเภท Dry ก็คือถ้ามันโดนน้ำมันจะหลุดออกง่าย และใช้เวลาในการ เซตตัว ค่อนข้างนานเวลาหยอดน้ำมันเสร็จ เช่น หากจะขี่ตอนเช้า เราก็ควรหยอดไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืน

ส่วนน้ำมันแบบ Wet Lube ก็จะเป็นแบบเปียก ถ้าเราคิดว่าต้องใช้ขี่ลุยน้ำลุยฝนบ่อยๆ ให้เลือกแบบ Wet lube เพราะมันจะทนต่อสภาวะเจอการน้ำเจอฝนได้ดีและไม่หลุดออกง่าย ใช้งานได้นานกว่า จะนานๆหยอดทีก็ได้ แต่ข้อเสียก็คือถ้าเอาไปขี่ลุยฝุ่นลุยทราย มันจะอมฝุ่นอมทรายมากกว่าปกติ เพราะมันจะเหนียวและแฉะมากกว่าแบบ Dry นั้นเอง

และในปัจจุบันนี้ได้มีน้ำมันหยอดโซ่หลายๆรุ่นที่เริ่มพัฒนาใช้งานได้ทั้งแบบทุกฤดู ไม่ว่าจะ Wet หรือ Dry เช่น น้ำมันหยอดโซ่ของ Parktool CL1 ที่ออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ทั้ง Wet และ Dryได้ และนอกจากนั้นยังสามารถใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่นได้อีกด้วย และหลายๆคนไม่ทราบเรื่องนี้ เช่น หยอดที่สายปลอกเบรคและเกียร์เพื่อให้ลื่นมากขึ้น จุดข้อต่อจุดหมุนต่างๆ ตีนผี หัวนิปเปิ้ล เป็นต้น

สำหรับการดูแลของโซ่นั้นหลักๆก็คือ หากปั่นไปสักระยะหนึ่งแล้ว อาจจะ 200 กิโลเมตร ก็ควรจะล้างโซ่สักครั้ง ด้วยกล่องล้างโซ่ เพราะมันจะสะดวกที่สุด การล้างก็อาจจะใช้น้ำยาล้างโซ่โดยเฉพาะ หลังจากล้างเสร็จปล่อยให้แห้ง แต่ถ้าโซ่มันเก่าเป็นสนิมมาก ให้ล้างด้วยการใช้น้ำส้มสายชู เทใส่ฟองน้ำหรือผ้าแล้วค่อยๆเช็ดออกก็ได้เช่นกัน แต่หลังจากสนิมไปแล้วต้องล้างอีกรอบให้สะอาด และค่อยๆเอาน้ำมันหยอดโซ่ หยดลงทีละข้อ ไม่แนะนำให้เทไหลแล้วหมุนโซ่เพราะมันเข้าไม่ถึงข้อและเปลืองน้ำมันหยอดโซ่ด้วย แต่ให้ค่อยๆหยดทีละข้อจะเป็นวิธีการใส่น้ำมันที่ถูกวิธีมากที่สุด    pedrosthailand.com/